วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

แครอท


     การเตรียมแปลง

1. ขุดดินให้มีความร่วนซุยและลึก ประมาณ 1 ฟุต

2. ไถพรวนผสมดินกับป๋ยหมักชีวภาพประมาณ 2 กก.ผสมแกลบดำ 1 ถุง อาหารสัตว์ต่อ 1 ตร.ม.

3. ดินไม่ควรมี กรวด หิน เศษไม้ จะทำให้หัวแครอท คด งอ

    การปลูกและการดูแลรักษา

1. แปลงกว้าง 1 เมตร ปลูกได้ 3 แถว ใช้ไม้ขีดเป็นร่องเล็ก ๆ ตามแนวยาวของแปลง ควรผสมทราย

แล้วนำมาหยอด

กลบด้วยแกลบดำ หรือ ดินละเอียด คลุมฟางบาง ๆ รดน้ำให้ชุ่ม

2. พอต้นแครอทโตประมาณ 5-7 ซม. ให้ถอนต้นที่ถี่ออก ให้ห่างกัน 2-3 ซม. ต่อต้น

3. พอโตประมาณ 15 ซม. ถอดต้นออก ห่างกัน 7 ซม. ต่อต้น

4. เติมปุ๋ยหมักชีวภาพระหว่างแถว 300 กรัมต่อ 1 ตร.ม. ทุก ๅ 20 วัน

5. แครอทจะมีปัญหาทางหัวถูกทำลายจาก เสี้ยนดินและเน่าเสีย ควรรดน้ำหมักสะเดาผสมน้ำสกัด

ชีวภาพอยู่สม่ำเสมอ ทุกๆ 3-5 วัน

6. ถ้าแครอทเฝือใบ คือใบงาม แต่หัวมีขนาดเล็กให้หักก้านใบ โดยสวมรองรองเท้าเหยียบยอดและ

ก้านใบของเครอทให้ล้มลง เพื่อลดการลำเลียงอาหารไปเลี้ยงใบระยะที่แครอทกำลังจะลงหัว



ฟักทอง
                   การเตรียมดิน

การปลูกฟักทองคล้ายๆ กับแตงโม ควรขุดไถดินลึกประมาณ 25-30 ซม. เพราะเป็นพืชที่มีระบบรากลึก

ควรตากดินทิ้งไว้ 5-7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและวัชพืชได้บ้าง ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุง

สภาพดินให้ร่วนซุย และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน แล้วจึงย่อยพรวนดินให้ร่วนซุยเก็บเศษวัชพืช

ต่างๆ ออกจากแปลงให้หมด

การปลูก พันธุ์ที่มีลำต้นเลื้อยและให้ผลใหญ่ ใช้เนื้อที่ปลูกมาก โดยใช้ระยะปลูก 3x3 เมตร

พันธุ์ที่มีทรงต้นพุ่ม ให้ผลขนาดเล็ก ใช้ระยะปลูก 75x150 ซม. (พันธุ์เบา)

ใช้วิธีหยอดหลุมปลูก หลุมละ 3-5 เมล็ด ลึกประมาณ 3-5 ซม. แล้วกลบหลุม ถ้ามีฟางข้าวแห้ง ให้นำมา

คลุมแปลงปลูก เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าดิน และเมล็ดพันธุ์จะงอกเป็นต้นกล้า ตั้งตัวได้เร็ว

การหยอดหลุมปลูกในแปลง จะได้ต้นกล้าที่แข็งแรง และโตเร็วกว่า การย้ายกล้าจากถุงมาปลูก หาก

หลุมใดไม่งอก แม้จะนำมาปลูกซ่อม ก็จะเจริญไม่ทัน แต่หากว่างไว้ จะกินเนื้อที่ว่างมาก ควรปลูกซ่อม

แต่จะเก็บผลได้ช้ามาก

          การเก็บเกี่ยว


ฟักทองเป็นพืชผักที่แมลงไม่ค่อยชอบทำลายเมื่อผลแก่เก็บเกี่ยวไว้เลยโดยสังเกตสีเปลือก สีจะกลม

กลืนเป็นสีเดียวกัน ไม่แตกต่างกันมากนักดูนวลขึ้นเต็มทั้งผล คือมีนวลขึ้นตั้งแต่ขั้วไปจนตลอดก้นผล

แสดงว่าแก่จัดการเก็บควรเหลือขั้วติดไว้ด้วยสักพอประมาณเพื่อช่วยให้เก็บรักษาได้นานขึ้นสามารถเก็บ

ผลไว้รอขาย หรือบริโภคได้นานๆ โดยไม่ต้องใส่ตู้เย็น



ผักชี


 การเตรียมดิน  แปลงปลูกอาจเตรียมแบบยกร่องจีน มีคูน้ำล้อมรอบแบบยกร่องธรรมดา หรือปลูกใน

แปลงนา โดยการไถพรวนแล้วโรยเป็นแถว ผักชีเป็นผักที่มีระบบรากตื้น การเตรียมดินปลูกผักชีก็ปฏิบัติ

เช่นเดียวกับการปลูกผักอื่นๆ ทั่วไป โดยขุดหรือไถพลิกดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร ตากดินไว้ 5-

7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและวัชพืชต่างๆ แล้วพรวนย่อยดินให้แตกเป็นก้อนเล็ก ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักให้

มาก คลุกเคล้าให้เข้ากับดินและปรับหน้าดินให้เสมอ

        การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ผักชีเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด ดังนั้นก่อนที่จะปลูกต้องเตรียม

เมล็ดพันธุ์ให้พร้อม โดยการนำผลมาบดให้แตกเป็นสองซีก แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้ว

เอาขึ้นมาผึ่งลมให้แห้งแล้วเคล้ากับทรายหรือขี้เถ้าทิ้งไว้จนเมล็ดเริ่มงอกจึงนำไปหว่านในแปลง

          ก่อนปลูกต้องรดน้ำให้ทั่วแปลง นำเมล็ดที่เตรียมไว้มาหว่านลงบนแปลงปลูกที่ได้

เตรียมไว้ กลบด้วยดินละเอียดบางๆ แล้วคลุกด้วยฟางหรือหญ้าแห้งอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันต้นอ่อนจาก

แสงแดดและรักษาความชื้นของผิวดิน หรือจะปลูกโดยใช้วิธีโรยเป็นแถวบนแปลง ให้แต่ละแถวห่างกัน

20-30 เซนติเมตร แล้วทำการถอนแยกให้เหลือระยะระหว่างต้นประมาณ 10-20 เซนติเมตร หลังจาก

หว่านเสร็จแล้วต้องรดน้ำให้ชุ่ม

        อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 20 ลิตรต่อไร่ อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์จะมากขึ้นหรือน้อยลงกว่านี้

ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ฤดูกาล และเปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ด หากดินมีความอุดม

สมบูรณ์ดีจะใช้เมล็ดพันธุ์น้อยลง เพราะผักชีสามารถเจริญเติบโตได้ดีและรอดตายได้มาก






คะน้า


 
                 ขั้นตอนการเตรียมดิน   เตรียมดินโดยพรวนดินให้ร่วนซุย ลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร

หากมีพื้นที่เพียงพอให้ยกร่องให้สูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร หยอดหรือหว่านเมล็ดบนแปลงที่พรวน

ดิน กลบดินบางๆ แล้วรบน้ำให้ชุ่ม แต่อย่าให้แฉะจนเกินไป

               
ต้นกล้า/ถอน   เมื่ออายุได้ 25-30วัน ถอนแยกต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง โดยให้มีระยะห่างระหว่าง

ต้นประมาณ 15-20เซนติเมตร

               
รดน้ำ/ดูแล/กำจัดวัชพืช  รดน้ำทุกวัน เช้า-เย็น รดน้ำให้ชุ่มพอประมาณ

               
ให้ปุ๋ย เมื่อพืชมีอายุ 10วัน



แตงกวา

การเตรียมดิน

ปกติแตงกวาสามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่ชอบคือ ดินร่วนทราย ที่มีความเป็นกรดของดิน

พอเหมาะ ช่วย pH 5.5-6.8 การเตรียมดินสำหรับแตงกวาจะต้องขุดหรือไถดินให้ลึกอย่างน้อย 20

เซนติเมตร ยกเป็นแปลงหรือปลูกเป็นหลุมพื้นราบ ถ้าจะยกแปลงควรให้สันร่องกว้างอย่างน้อย 1 เมตร

มีร่องระบายน้ำกว้างอย่างน้อย 50 เซนติเมตร การเตรียมดินควรใส่ปุ๋ยคอกอย่างน้อย 2 ตัน/ไร่ เพื่อเพิ่ม

ความอุดมสมบูรณ์และปรับสภาพทางกายภาพของดิน

การใช้ปุ๋ยเคมี ควรใช้ปุ๋ย 15-15-15 รองพื้นอัตรา 30-50 กิโลกรัม/ ไร่ แต่ถ้าเป็นดินทรายจัด อาจใช้สูตร

13-13-21 รองพื้นแทน จะให้ผลดีกว่า
การเพาะกล้า การปลูกแตงกวา ปกตินิยมหยอดเมล็ดลงหลุมปลูกโดยตรง แต่ถ้าปลูกแตงกวาลูกผสมชั่ว

ที่หนึ่ง ซึ่งเมล็ดมีราคาแพง นิยมที่จะเพาะกล้าลงถุง แล้วจึงย้ายลงปลูกเมื่อแตงกวาแตกใบจริง 2-3 ใบ

(ประมาณ 10-15 วันหลังเพาะ) การเพาะลงถุงนิยมนำเมล็ดแตงกวามาแช่น้ำยากันรา เช่น ไดโฟลาแทน,

ไดเทนเอ็ม 45 ราวครึ่งชั่วโมง แล้วนำไปแช่น้ำ 2-3 ชั่วโมง หลังจากนั้นนำไปห่อผ้าขาวบางใส่ถุง

พลาสติก ปิดปากแล้วไปบ่มไว้ในที่มีอุณหภูมิค่อนข้างอุ่น เช่น ใช้หลอดไฟ 60 วัตต์ วางห่างถุง 5 นิ้ว

นาน 24 ชั่วโมง จึงนำไปเพาะลงถุง ขนาด 4x6 นิ้ว

การปลูก

การปลูกโดยหยอดเมล็ดลงหลุมโดยตรง ปกติจะหยอดหลุมละ 4-5 เมล็ด หลังจากมีใบจริงถึงถอนแยก

เหลือ 1-2 ต้น/ หลุม ระยะปลูกโดยทั่วไประหว่างต้นจะห่างประมาณ 50-100 เซนติเมตร ระหว่างแถว 150

เซนติเมตร ถ้าไม่ใช้ค้าง ถ้าปลูกแบบมีไม้ค้างจะปลูกโดยใช้ระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว

100 เซนติเมตร


การใส่ปุ๋ย

ในช่วงเตรียมดินจะใส่ปุ๋ยรองพื้นด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี หลังปลูกเมื่อต้นอายุ 7-10 วัน ควรจะใส่ปุ๋ยเร่ง

เช่น ยูเรีย, แอมโมเนียมไนเตรด อัตรา 20-30 กิโลกรัม/ ไร่ โรยรอบโคนแล้วรดน้ำให้ทั่วให้ปุ๋ยละลาย

หมด เมื่อต้นอายุ 20-25 วัน ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 20-30 กิโลกรัม/ ไร่ อีกครั้ง

หนึ่ง


การให้น้ำ

ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอบ่อย ๆ ปกติควรรดน้ำวันละครั้ง การให้น้ำอาจให้น้ำแบบร่อง รดด้วยสายยาง

ใส่ฝักบัว แต่ไม่ควรใช้สปริงเกอร์ เพราะจำทำให้เกิดโรคทางใบมาก การรดน้ำหลังใส่ปุ๋ยทุกครั้งต้องมาก

พอที่จะละลายปุ๋ยของดิน

การทำค้าง ปกติการปลูกแตงกวาไม่นิยมทำค้าง แต่ถ้าปลูกแตงกวาดองหรือแตงกวาทานผลสดชนิด

ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน มีความจำเป็นที่จะต้องทำค้าง เพื่อลดความสูญเสียของผลเนื่องจากโรค

เน่า การทำค้างอาจใช้ปลายไม้รวกหรืออาจดัดแปลงวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น กิ่งไม้ ต้นอ้อ ต้นพง

ต้นแขม ทำค้างรูปสามเหลี่ยม โดยใช้เชือกขึงตามแนวนอนทุก ๆ ระยะ 20-30 เซนติเมตร


การเก็บเกี่ยว

อายุตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลได้ครั้งแรก จะอยู่ระหว่าง 30-35 วัน อายุผลหลังจากตอบแทนแตงกวา

บริโภคผลสดจะอยู่ในช่วง 6-7 วัน ในขณะที่แตงกวาดอง (ผลเล็ก) จะใช้เวลา 3-4 วัน การเก็บบริโภคผล

สดควรเก็บเมื่อผลยังมีผิวขรุขระมองเห็นตุ่มหนามชัดเจน ผลยังเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย เมล็ดในผลยังอ่อน

นิ่ม ผลกรอบ เนื้อแน่น ผลขนาดยาว 7-10 เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นแตงกวาผลใหญ่จากต่างประเทศ จะมี

ขนาดยาว 20-25 เซนติเมตร การเก็บควรทยอยเก็บวันเว้นวัน หรือเก็บทุกวัน การเก็บทุกวันจะได้รายได้ดี

กว่าเก็บวันเว้นวัน แตงกวาที่เก็บหลงอยู่ควรเก็บออกให้หมดเมื่อเก็บครั้งต่อไป ถ้าทิ้งไว้จะทำให้ผลผลิต

ลดลง การเก็บเกี่ยวปกติจะเก็บได้ประมาณ 1 เดือน

การบรรจุ, ขนส่ง หลังจากเก็บ เกษตรกรนิยมบรรจุแตงกวาลงเข่งกรุด้วยใบตอง หรือบรรจุลงถุง

พลาสติก ขนาด 10 กิโลกรัม แล้วขนส่งโดยรถปิคอัพ การขนส่งควรทำด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะ

อย่าให้ถูกอากาศร้อนจัดแตงกวาจะเปลี่ยนสีผิวได้ง่ายโดยเฉพาะแตงกวาหนามดำ แต่ถ้าเป็นแตงกวา

หนามขาวจะเปลี่ยนสียาก คือเก็บได้นานประมาณ 1 สัปดาห์ ในขณะที่แตงหนามดำเก็บได้ 1-2 วัน เท่า

นั้น


ผักกาดขาว
 
       ระบบการปลูกผักกาดขาวในประเทศไทยสามารถทำได้ 3 แบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่นำมาปลูกและ

สภาพพื้นที่

1. แบบหว่านกระจายทั่วแปลง การปลูกแบบนี้ใช้ในกรณีที่ใช้พันธุ์ผสมทั่วๆ ไปมาปลูก เมล็ดพันธุ์มีราคา

ไม่แพง และโดยเฉพาะในท้องที่ภาคกลางที่ยกแปลงกว้าง มีร่องน้ำ

2. แบบแถวเดียว เหมาะสำหรับการปลูกแบบโรยเป็นแถวหรือย้ายกล้า กรณีใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่มีราคา

แพง ในท้องที่ที่ปลูกผักแบบไร่

3. แบบแถวคู่ เหมาะสำหรับการปลูกแบบหยอดเมล็ดหรือย้ายกล้า กรณีใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่มีราคา

แพง เช่น ในเขตท้องที่ภาคเหนือที่นิยมยกแปลงปลูกแคบ

สำหรับระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับปลูกผักกาดขาวในประเทศไทยก็คือ ระหว่างแถว 50 เซนติเมตร และ

ระหว่างต้น 50 เซนติเมตร

การปลูกผักกาดขาวสามารถทำได้ 2 วิธีด้วยกันคือ การปลูกลงบนแปลงปลูกโดยตรง และการปลูกโดย

การเพาะกล้าก่อนแล้วย้ายไปปลูกในแปลงปลูก จะเลือกใช้วิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับความสะดวกและความ

เหมาะสมของปัจจัยของ เกษตรกรเอง เช่น แรงงาน ลักษณะของแปลง และจำนวนเมล็ดพันธุ์ เป็นต้น

การปลูกลงบนแปลงปลูกโดยตรง การปลูกผักกาดขาวด้วยวิธีนี้มี 2 แบบ คือ

1. แบบหวานโดยตรง โดย การหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั่วทั้งแปลง ซึ่งการปลูกแบบนี้เหมาะสำหรับ

กรณีที่เมล็ดพันธุ์มีราคาไม่แพง และโดยเฉพาะในท้องที่ภาคกลางที่ยกแปลงกว้าง มีร่องน้ำ การหว่าน

ควรหว่านให้เมล็ดกระจายสม่ำเสมอ โดยทั่วไปนิยมผสมพวกทรายหรือเมล็ดผักที่เสื่อมคุณภาพแล้วที่มี

ขนาดพอๆ กันลงไปด้วย เพื่อให้เมล็ดพันธุ์กระจายได้สม่ำเสมอยิ่งขึ้น จากนั้นใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก

หว่านทับลงไปหนาประมาณ 1/2 - 1 เซนติเมตร เพื่อช่วยรักษาความชื้น เสร็จแล้วจึงคลุมด้วยฟางแห้ง

สะอาดบางๆ อีกชั้นหนึ่งรดน้ำด้วยบัวฝอยละเอียดให้ทั่วถึงสม่ำเสมอ หลังจากต้นกล้างอกและมีใบจริง

1-2 ใบควรถอนแยกเพื่อจัดระยะปลูกและถอนแยกครั้งสุดท้ายไม่ควรปล่อยให้กล้ามีอายุ เกิน 25-30 วัน

โดยจัดระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถวประมาณ 50 x 50 เซนติเมตร

2. แบบปลูกเป็นแถวหรือหยอดเป็นหลุม โดย การหยอดเมล็ดให้เป็นแถวบนแปลงปลูก โดยให้ระยะ

ระหว่างแถวห่างกัน 50 เซนติเมตร หยอดเมล็ดลึกประมาณ 1/2 - 1 เซนติเมตร หรือทำเป็นหลุมตื้นๆ

หยอดเมล็ดลงประมาณ 3-5 เมล็ด ใช้ดินกลบให้หนา 1/2 เซนติเมตร ใช้หญ้าแห้งหรือฟางคลุมบางๆ รด

น้ำด้วยบัวฝอยละเอียด เมื่อต้นกล้าเริ่มมีใบจริง 2 ใบให้ ทำการถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น ให้ได้

ระยะต้นในแต่ละแถวเท่ากับ 50 เซนติเมตร และถอนแยกครั้งสุดท้ายอายุไม่ควรเกิน 30 วัน

การปลูกโดยการเพาะกล้าแล้วย้ายกล้าไปปลูก การปลูกผักกาดขาวด้วยวิธีนี้จะประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้

มาก โดยเฉพาะถ้าเป็นการปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่มีราคาแพง

หลังจากเตรียมดินแปลงเพาะกล้าเรียบร้อยแล้ว ให้หว่านเมล็ดให้ทั่วพื้นผิวแปลง แล้วใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ย

หมักที่สลายตัวดีแล้วหว่านกลบให้หนาประมาณ 1/2 - 1 เซนติเมตร หรืออาจใช้วิธีหยอดเมล็ดเป็นแถว

ห่างกันแถวละประมาณ 5-10 เซนติเมตร ลึกลงไปในดินประมาณ 1/2 - 1 เซนติเมตร เมล็ดควรโรยให้

ห่างกันพอสมควร แล้วหว่านกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหรือดินผสมแล้วรดน้ำด้วยบัวฝอยละเอียด ให้

ทั่วแปลง คลุมแปลงด้วยหญ้าแห้งหรือฟางสะอาดบางๆ เพื่อช่วยเก็บรักษาความชื้นในดินและป้องกัน

การกระแทกของน้ำต่อเมล็ดและต้น กล้าที่ยังเล็กอยู่

เนื่องจากกล้าผักกาดขาวค่อนข้างอ่อนแอ ดังนั้นควรย้ายชำลงถุงพลาสติกหรือกระทงก่อนเมื่อกล้าอายุ

ประมาณ 20-25 วัน จากนั้นหมั่นดูแลรักษาและป้องกันโรคแมลงที่อาจเกิดขึ้น ก่อนการย้ายกล้าลงปลูก

ในแปลงควรทำให้กล้าแข็งแรง โดยการนำต้นกล้าออกตากแดดบ้าง อายุกล้าที่เหมาะสมในการย้าย

ปลูกคือ 30-35 วัน ไม่ควรใช้กล้าที่มีอายุมากเกินป การย้ายกล้าไปปลูกควรย้ายในช่วงบ่ายๆ ถึงเย็น

หรือช่วงที่อาศมืดครึ้ม นำต้นกล้าปลูกในแปลงปลูกที่เตรียมไว้แล้ว โดยใช้ระยะห่างระหว่างต้นและ

ระหว่างแถว 50 x 50 เซนติเมตร หลังจากปลูกเสร็จแล้วใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมดินอีกชั้นหนึ่ง เพื่อช่วย

รักษาความชื้นในดินและผักตั้งตัวได้เร็ว แล้วรดน้ำด้วยบัวฝอยละเอียด

การปลูกด้วยวิธีการเพาะกล้าก่อนนำไปปลูกนี้จะทุ่นค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย และปลูกได้เป็นระเบียบสวยงาม

การดูแลและทำงานได้ปราณีตขึ้นทำให้ได้ผลผลิตดีขึ้น ทุ่นเวลาและแรงงานที่จะดูแลรักษาในขณะที่ยัง

เป็นต้นกล้าอยู่ แต่ในเวลาย้ายปลูกจะต้องใช้แรงงานมากในการปลูกให้รวดเร็ว

การให้น้ำ ผัก กาดขาวต้องการน้ำมากและสม่ำเสมอเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตตลอดฤดูปลูก ดังนั้นควร

ให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ โดยในระยะแรกเมื่อผักกำลังงอกควรให้น้ำวันละ 3-4 ครั้ง เพื่อให้หน้า

ดินอ่อนสะดวกแก่การงอกของเมล็ด เมื่อผักมีอายุเกิน 7 วันไปแล้ว ก็ลดลงเหลือให้วันละ 3 ครั้ง พออายุ

เกิน 1 เดือนไปแล้วให้น้ำเพียงวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ไม่ควรให้น้ำในเวลาสายๆ ที่แดดจัดเพราะน้ำ

อาจร้อนทำให้ผักกาดขาว ซึ่งบางเสียหายได้ง่าย การให้น้ำควรใช้บัวรดน้ำหรือฉีดพ่นเป็นฝอยด้วย

เครื่อง แต่อย่าให้ฉีดแรงนัก เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อผักได้ การให้น้ำผักกาดขาวระยะที่ควรระวังที่

สุดก็คือ ในช่วงที่ผักกาดขาวกำลังห่อปลีไม่ควรให้ขาดน้ำอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้การห่อปลีและ

การเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์

การใส่ปุ๋ย เนื่อง จากผักกาดขาวเป็นผักกินใบ ดังนั้นควรเลือกใช้ ปุ๋ยเคมี-อินทรีย์ตราบัวทิพย์ สูตรที่ 2

จึงจะเหมาะสม โดยให้ในอัตราประมาณ 80-150 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน

และปริมาณปุ๋ยคอกที่ใช้ โดยแบ่งใส่เป็น 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นจำนวนครั้งหนึ่ง โดยใส่

ตอนเตรียมดินปลูก และครั้งที่ 2 ใส่เมื่อผักกาดขาวมีอายุ 20 วัน

สำหรับผักกาดขาวพันธุ์ปลียาวและปลีกลมควรให้ปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรียหรือแอมโมเนียมไนเตรท ใน

อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่เมื่อกล้าอายุได้ 30-40 วัน โดยการหว่านหรือโรยข้างต้นก็ได้ แล้วรดน้ำตาม

ทันที แต่ระวังอย่าให้ปุ๋ยตกค้างอยู่ที่ใบเพราะจะทำให้ใบไหม้

อายุการเก็บเกี่ยวของผักกาดขาวนั้น ไม่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะประจำพันธุ์ของแต่ละพันธุ์คือ

พันธุ์ที่เข้าปลีหลวมๆ มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 40-50 วัน หลังจากหว่านเมล็ด โดยเลือกเก็บเกี่ยวต้น

เริ่มแก่เต็มที่ได้ขนาด สำหรับพันธุ์ปลียาวและปลีกลมมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 50-80 วันหลังจาก

หว่านเมล็ด โดยเก็บขณะที่ปลีห่อแน่นเต็มที่ก่อนที่ปลีจะเริ่มคลายตัวหลวมออก

วิธีการเก็บเกี่ยวโดยใช้มีดคมๆ ตัดที่โคนต้น แล้วตัดแต่งใบที่เป็นโรคถูกแมลงทำลายออกบ้างพอ

สมควร แต่ไม่มากนัก ควรเหลือใบนอกๆ ไว้สัก 2-3 ใบ เพื่อป้องกันการกระทบกระแทกระหว่างการขนส่ง




มะนาว

       การเตรียมพื้นที่ปลูก

     1. พื้นที่ลุ่ม เตรียมพื้นที่โดยการทำคันดินใหัมีความกว้างประมาณ 6-8 เมตร ส่วนสูงให้สังเกตจาก

ปริมาณน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงกว่า แนวระดับน้ำท่วม 50 เซนติเมตร แทงร่องหรือซอยร่องทำ

ประตูน้ำเพื่อ ระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร

ใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร

      2. พื้นที่ดอน ควรไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช และทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4 x 4 - 6 x 6 เมตร ทั้งนี้

ขื้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน

มะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิต ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว ดินทราย แต่ถ้าต้องการจะ

ปลูกมะนาวให้เจริญงอกงามดี มี ผลดกและคุณภาพดี ก็ควรจะปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบาย

น้ำดี มีอินทรียวัตถุผสมอยู่มาก และควรเลือกพื้นที่ที่อยูใกล้แหล่งน้ำ

วิธีการปลูก

1. ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน

2. ควรขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้างและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร

3. ผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกันในหลุมให้ สูงประมาญ 2 ใน 3 ของหลุม

4. ยกถุงกล้าต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย

5. ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน (ช้ายและขวา)

6. ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก

7. กลบดินที่เหลือลงในหลุม

8. กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น

9. ปักไม้หลักและผูกเชือกยึด เพื่อป้องกันลมพัดโยก

10. หาวัสถุคลุมดินบริเวณโคนต้น เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง

11. รดน้ำให้โชก

12. ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด